First Principles Thinking คืออะไร? วิธีคิดจาก Elon Musk ที่ช่วยให้เราตั้งคำถามก่อนตัดสินใจธุรกิจ
First Principles Thinking คืออะไร? วิธีคิดจาก Elon Musk ที่ช่วยให้เราตั้งคำถามก่อนตัดสินใจธุรกิจ
.
บางครั้งคนที่ตัดสินใจพลาด ไม่ใช่คนที่คิดน้อยเกินไป
แต่เป็นคนที่คิดมาเยอะมากแล้ว
หาข้อมูลจนเต็มโต๊ะ วิเคราะห์ข้อดีข้อเสียแทบทุกทาง ถามความเห็นคนรอบตัวจนเริ่มสับสน
แต่สุดท้ายก็ยังหาทางออกไม่เจอ
แล้วถ้าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราคิดน้อยเกินไป แต่อยู่ที่เราไม่เคยตรวจสอบว่า สิ่งที่ใช้เป็นจุดตั้งต้นในการคิดนั้นถูกต้องจริงหรือเปล่า?
.
เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับ Elon Musk ทำให้ณิรินทร์นึกถึงคำถามนี้ค่ะ
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับวิธีคิดที่เรียกว่า First Principles Thinking หรือการคิดจากหลักการพื้นฐาน
เป็นวิธีคิดที่ไม่ได้เริ่มจากการถามว่า “คนอื่นทำกันอย่างไร?” แต่ย้อนกลับไปตรวจสอบว่า อะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือสมมติฐาน และอะไรคือสิ่งที่เราเชื่อเพียงเพราะคุ้นเคยกับมันมานาน
ที่น่าสนใจคือ วิธีคิดแบบนี้ไม่ได้ใช้ได้เฉพาะกับธุรกิจเทคโนโลยีหรืออวกาศเท่านั้น
แต่ยังนำมาประยุกต์ใช้กับการวิเคราะห์ธุรกิจ การลงทุน การขยายกิจการ และการตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิตได้ด้วย
.
.
First Principles Thinking คืออะไร?
First Principles Thinking คือวิธีคิดที่พยายามแยกปัญหาออกเป็นองค์ประกอบและข้อเท็จจริงพื้นฐาน ก่อนนำสิ่งเหล่านั้นกลับมาพิจารณาเพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสม
แทนที่จะเริ่มจากสิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อ หรือวิธีที่เคยทำกันมา เราลองย้อนกลับไปถามว่า
อะไรคือสิ่งที่เรารู้จริงและตรวจสอบได้?
อะไรคือสมมติฐานที่เรากำลังใช้?
และอะไรคือข้อจำกัดที่เปลี่ยนไม่ได้จริง ๆ เทียบกับข้อจำกัดที่อาจเกิดจากวิธีทำแบบเดิม?
.
วิธีคิดนี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องปฏิเสธประสบการณ์เดิมทั้งหมด
เพราะบางครั้งวิธีที่คนส่วนใหญ่ทำกันก็อาจเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดแล้ว
แต่ช่วยให้เราไม่ยอมรับทุกสิ่งที่คุ้นเคยว่าเป็นความจริงที่เปลี่ยนไม่ได้โดยอัตโนมัติ
.
.
เรื่องจรวดของ Elon Musk: เมื่อคำถามแรกเปลี่ยน วิธีมองปัญหาก็เปลี่ยน
ตอนที่ Elon Musk เริ่มสนใจธุรกิจอวกาศ เขาต้องเผชิญกับข้อจำกัดใหญ่ที่ดูเหมือนทุกคนยอมรับกันอยู่แล้ว
“จรวดมีราคาแพงมาก”
ลองนึกภาพว่าเราอยากเริ่มธุรกิจหนึ่ง แต่ต้นทุนตั้งต้นสูงจนแทบไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
เราอาจถามว่า
“ต้องหาเงินทุนอีกเท่าไหร่?”
“จะหานักลงทุนจากที่ไหน?”
หรือสุดท้ายก็สรุปว่า “ธุรกิจนี้คงไม่เหมาะกับเรา”
.
แต่เรื่องเล่าที่มักใช้ประกอบแนวคิด First Principles Thinking ของ Musk มีจุดที่น่าสนใจค่ะ
แทนที่จะหยุดอยู่ที่ราคาจรวดสำเร็จรูป เขากลับย้อนมาถามว่า
“จริง ๆ แล้ว จรวดหนึ่งลำประกอบด้วยอะไรบ้าง?”
เขาลองพิจารณาวัสดุพื้นฐานที่ใช้สร้างจรวด เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม คาร์บอนไฟเบอร์ และวัสดุอื่น ๆ
จากนั้นจึงย้อนกลับมาดูว่า ต้นทุนที่สูงเกิดจากอะไรบ้าง
.
แน่นอนว่าการสร้างจรวดไม่ได้มีแค่ค่าวัสดุ
ยังมีการออกแบบ วิศวกรรม การทดสอบ บุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และความเสี่ยงอีกมาก
การแยกดูต้นทุนวัสดุจึงไม่ได้พิสูจน์ว่าการสร้างจรวดเป็นเรื่องง่ายหรือราคาถูก
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Musk ไม่ได้เริ่มจากการยอมรับว่า
“ที่ผ่านมาแพงเท่านี้ ก็ต้องแพงเท่านี้ต่อไป”
เขากลับไปตรวจสอบว่า อะไรคือข้อจำกัดที่เปลี่ยนไม่ได้จริง ๆ และอะไรเป็นเพียงวิธีที่อุตสาหกรรมเคยทำกันมา
คำถามเดียวไม่ได้ทำให้จรวดราคาถูกลงทันที
แต่มันเปลี่ยนวิธีมองปัญหา
และตรงนี้เองที่ณิรินทร์คิดว่า เราเอากลับมาใช้กับการตัดสินใจในชีวิตและธุรกิจได้ค่ะ
.
.
1. เราอาจกำลังแก้ปัญหาผิดเรื่อง โดยไม่รู้ตัว
ลองนึกถึงบริษัทหนึ่งที่กำไรเริ่มลดลง
ในห้องประชุม ทีมการตลาดเสนอว่า
“ต้องเพิ่มยอดขายแล้ว”
ฝ่ายบริหารบอกว่า
“เราคงต้องลดค่าใช้จ่าย”
อีกคนเสนอว่า
“ลองขยายตลาดใหม่ไหม?”
ฟังดูมีเหตุผลทุกข้อ
แต่ก่อนจะเลือกทำอะไรสักอย่าง มีคำถามหนึ่งที่ยังไม่มีใครตอบ
“ตกลงกำไรลดลงเพราะอะไรกันแน่?”
.
ยอดขายลดลงจริงไหม?
หรือยอดขายเพิ่มขึ้น แต่กำไรต่อหน่วยกลับน้อยลง?
ต้นทุนสูงขึ้น หรือเราให้ส่วนลดมากเกินไป?
พอเปลี่ยนคำถาม ทางเลือกที่ควรพิจารณาก็เปลี่ยนไปด้วย
ถ้าปัญหาคือกำไรต่อหน่วยต่ำ การเพิ่มยอดขายอย่างเดียวอาจไม่ได้ช่วยให้ธุรกิจแข็งแรงขึ้น
และถ้าปัญหาคือกระแสเงินสด การรีบขยายตลาดก็อาจเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
.
บางครั้งเราจึงไม่ได้ต้องการไอเดียเพิ่มอีกสิบอย่าง
แต่ต้องเข้าใจปัญหาเดิมให้ชัดขึ้นก่อน
นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้ First Principles Thinking ในธุรกิจ
ไม่ใช่การพยายามคิดต่างเพื่อให้ดูแตกต่าง แต่เป็นการตรวจสอบว่าเรากำลังแก้ปัญหาที่ถูกต้องอยู่หรือเปล่า
.
.
2. ตัวเลขที่ดูดี อาจซ่อนสมมติฐานที่ยังไม่เคยตรวจสอบ
ส่วนนี้ทำให้ณิรินทร์นึกถึงประสบการณ์ตอนทำงานด้าน Investment Banking และ Corporate Finance มากค่ะ
เวลาวิเคราะห์ธุรกิจ เราไม่ได้ดูแค่ว่าบริษัทมีรายได้เท่าไหร่ หรือแผนเติบโตดูน่าสนใจแค่ไหน
แต่ต้องย้อนกลับไปดูว่า ตัวเลขเหล่านั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานอะไร
สมมติผู้บริหารนำเสนอแผนว่า
“ปีหน้าเราจะโต 30%”
ฟังดูน่าสนใจใช่ไหมคะ?
แต่ก่อนจะตื่นเต้นกับตัวเลขนั้น ณิรินทร์อยากรู้ก่อนว่า
โตจากอะไร?
ลูกค้าใหม่จะมาจากไหน?
กำลังการผลิตรองรับได้หรือเปล่า?
ต้นทุนจะเพิ่มตามรายได้มากแค่ไหน?
แล้วถ้ายอดขายไม่เป็นไปตามแผน บริษัทจะยังมีเงินสดพอหมุนธุรกิจไหม?
.
ลองคิดดูว่า ถ้ารายได้โตได้เพียงครึ่งหนึ่งของที่คาด แต่บริษัทลงทุนขยายกำลังการผลิตไปเต็มจำนวนแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น?
แผนที่ดูดีบนกระดาษอาจกลายเป็นภาระทางการเงินได้
นี่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรวางแผนเติบโต
แต่ก่อนเชื่อผลลัพธ์ที่คาดการณ์ไว้ เราควรรู้ว่ามันตั้งอยู่บนเงื่อนไขอะไร
เพราะบางครั้งแค่สมมติฐานหนึ่งข้อเปลี่ยน คำตอบของทั้งแผนก็อาจเปลี่ยนตาม
.
และนี่คือเหตุผลที่การวิเคราะห์สมมติฐานมีความสำคัญต่อการตัดสินใจทางธุรกิจ
ตัวเลขที่แม่นยำในแบบจำลอง ไม่ได้หมายความว่าผลลัพธ์ในอนาคตจะเป็นไปตามนั้นเสมอไป
.
.
3. แม้แต่คนที่คิดต่างเก่ง ก็ยังต้องยอมรับเมื่อคิดผิด
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือกรณีของ Tesla
ช่วงหนึ่งบริษัทพยายามใช้ระบบอัตโนมัติในสายการผลิตมากเกินไป จนเกิดปัญหาในการผลิต
Musk ยอมรับภายหลังว่า การพึ่งพาระบบอัตโนมัติมากเกินไปเป็นความผิดพลาด และยังต้องให้ความสำคัญกับคนด้วย
ณิรินทร์ชอบเรื่องนี้ตรงที่มันทำให้เห็นว่า การคิดจากหลักการพื้นฐานไม่ได้แปลว่าเราจะคิดถูกเสมอไป
คนที่กล้าตั้งคำถามกับวิธีเดิม ๆ ก็ต้องกล้าตั้งคำถามกับความคิดของตัวเองด้วย
เพราะต่อให้เหตุผลตอนเริ่มต้นฟังดูดีแค่ไหน
ถ้าผลลัพธ์จริงบอกว่าไม่ใช่ เราก็ต้องพร้อมกลับมาทบทวน
.
บางครั้งการยอมเปลี่ยนใจ ไม่ใช่ความลังเล
แต่เป็นการตัดสินใจบนข้อมูลที่เราเพิ่งได้เรียนรู้เพิ่มขึ้น
สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้มีความสำคัญมาก
เพราะการตัดสินใจหลายอย่างต้องทำภายใต้ข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์
เราอาจประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบที่สุดแล้ว แต่เมื่อเริ่มลงมือจริง ก็อาจพบข้อจำกัดที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อน
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามพิสูจน์ว่าเราคิดถูกตั้งแต่แรก
แต่เป็นการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรกลับมาตรวจสอบสมมติฐาน และปรับการตัดสินใจตามข้อมูลใหม่
.
.
4. ก่อนถามว่า “จะทำอย่างไร?” ลองถามว่า “ทำไปเพื่ออะไร?”
ลองสมมติว่าเรากำลังคิดจะเปิดสาขาใหม่
คำถามแรกที่หลายคนอาจเริ่มคิดคือ
“เปิดที่ไหนดี?”
“ต้องใช้เงินเท่าไหร่?”
“จะเปิดเมื่อไหร่?”
แต่ถ้าลองถอยกลับมาหนึ่งก้าว แล้วถามว่า
“ทำไมเราถึงอยากเปิดสาขาใหม่?”
คำตอบอาจทำให้เราเห็นอะไรบางอย่างค่ะ
.
เราอยากเปิดเพราะลูกค้ามีความต้องการมากขึ้นจริง ๆ?
เพราะสาขาเดิมรองรับไม่ไหว?
หรือเพราะเห็นคู่แข่งขยาย แล้วเริ่มรู้สึกว่าเราควรขยายตาม?
ถ้าความต้องการของลูกค้าเพิ่มขึ้นจริง ก็ยังมีหลายทางเลือกที่อาจตอบโจทย์ได้
เราอาจเพิ่มประสิทธิภาพสาขาเดิม ขยายช่องทางขาย ปรับระบบการให้บริการ หรือเปิดสาขาใหม่จริง ๆ ก็ได้
.
ประเด็นไม่ใช่ว่าเปิดสาขาใหม่เป็นเรื่องผิด
แต่คือเราไม่ควรรีบเลือกคำตอบ ก่อนเข้าใจว่ากำลังพยายามแก้ปัญหาอะไร
เพราะแต่ละทางเลือกใช้เงิน เวลา และทรัพยากรไม่เท่ากัน
และบางทางเลือกก็ย้อนกลับได้ยากกว่าทางเลือกอื่นมาก
First Principles Thinking จึงไม่ใช่แค่เครื่องมือสำหรับหาวิธีทำสิ่งใหม่
แต่ยังช่วยให้เราทบทวนว่า สิ่งที่กำลังจะทำนั้นจำเป็นจริงหรือไม่
.
.
5. แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับการมองคน จังหวะเวลา และสภาพแวดล้อม?
ยิ่งทำงานกับเรื่องการตัดสินใจมากขึ้น ณิรินทร์ยิ่งรู้สึกว่า การมองปัญหาผ่านกรอบเดียวอาจทำให้เรามองไม่ครบ
นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ณิรินทร์นำประสบการณ์ด้านธุรกิจและการเงิน มาประกอบกับการศึกษาศาสตร์จีนหลายแขนง
ไม่ว่าจะเป็น BaZi (ปาจื้อ), Feng Shui (ฮวงจุ้ย), Qi Men Dun Jia (ฉีเหมินตุ้นเจี่ย) และ I Ching (อี้จิง)
แต่ละศาสตร์มีวิธีมองและขอบเขตการใช้งานต่างกัน ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้แทนกันได้ทั้งหมด
.
สำหรับณิรินทร์ ศาสตร์เหล่านี้เป็นกรอบประกอบการทบทวนเรื่องคน จังหวะเวลา ทางเลือก และสภาพแวดล้อม
ไม่ใช่สิ่งที่นำมาแทนข้อมูลตลาด ตัวเลขทางการเงิน หรือการประเมินความเสี่ยง
และไม่ได้หมายความว่าจะสามารถบอกผลลัพธ์ของธุรกิจได้อย่างแน่นอน
แต่บางครั้งการลองมองจากอีกมุม ก็ทำให้เรานึกถึงคำถามที่ยังไม่ได้ถาม
เช่น
แผนนี้เหมาะกับความพร้อมของคนที่ต้องลงมือจริงไหม?
เราเข้าใจข้อจำกัดของตัวเองดีแค่ไหน?
สภาพแวดล้อมตอนนี้สนับสนุนแผนที่วางไว้ หรือมีเรื่องที่ต้องเตรียมรับมือก่อน?
และแม้โอกาสจะดูดี เราจำเป็นต้องรีบคว้าตอนนี้จริงหรือเปล่า?
.
สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจยังต้องอาศัยข้อเท็จจริง การพิจารณาความเสี่ยง และความรับผิดชอบต่อผลที่จะตามมา
การมองจากหลายมุมจึงควรช่วยให้เราตั้งคำถามได้ดีขึ้น ไม่ใช่ทำให้เราหยุดตรวจสอบข้อเท็จจริง
.
.
สรุป: 3 คำถามที่ควรถามก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ
#ณิรินทร์ชวนมอง
สิ่งที่ณิรินทร์ได้จากเรื่อง Elon Musk ครั้งนี้ ไม่ใช่ว่าเราทุกคนต้องคิดให้เก่งเหมือนเขา หรือพยายามทำสิ่งที่คนอื่นบอกว่าเป็นไปไม่ได้
เพราะบางครั้งสิ่งที่ทำไม่ได้ ก็มีข้อจำกัดจริง ๆ
และบางครั้งวิธีที่คนส่วนใหญ่ทำกัน ก็อาจเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดแล้ว
แต่ก่อนจะตัดสินใจเรื่องสำคัญ ณิรินทร์อยากชวนให้ลองแยก 3 อย่างนี้ออกจากกัน
.
1. ข้อเท็จจริง — อะไรคือสิ่งที่เรารู้และตรวจสอบได้?
2. สมมติฐาน — อะไรคือสิ่งที่เราคาดว่าจะเป็นจริง แต่ยังไม่ได้พิสูจน์?
3. ความเชื่อเดิม — อะไรคือสิ่งที่เรายอมรับมาตลอด โดยอาจไม่เคยตั้งคำถาม?
.
ลองหยิบปัญหาที่กำลังคิดไม่ตกสักเรื่อง แล้วถามตัวเองใหม่ว่า
“ถ้าเราไม่จำเป็นต้องเริ่มจากวิธีเดิม ๆ จริง ๆ เรามีทางเลือกอะไรอีกบ้าง?”
เราอาจไม่ได้คำตอบทันที
แต่เราอาจเริ่มเห็นปัญหาชัดขึ้น และรู้ว่าควรหาข้อมูลอะไรต่อ ก่อนใช้เงิน เวลา หรือทรัพยากรไปกับการตัดสินใจนั้น
บางครั้งสิ่งที่ช่วยให้เราก้าวต่อไปได้ ไม่ใช่การรีบหาคำตอบใหม่
แต่เป็นการกลับไปตั้งคำถามกับสิ่งที่เราเคยคิดว่ารู้แล้ว
.
.
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ First Principles Thinking
First Principles Thinking คืออะไร?
First Principles Thinking คือวิธีคิดที่ย้อนกลับไปตรวจสอบข้อเท็จจริงและองค์ประกอบพื้นฐานของปัญหา แทนที่จะยอมรับสมมติฐานหรือวิธีทำเดิมโดยอัตโนมัติ เพื่อช่วยให้มองเห็นทางเลือกที่อาจถูกมองข้าม
.
First Principles Thinking ของ Elon Musk มีตัวอย่างอะไรบ้าง?
ตัวอย่างที่มักถูกกล่าวถึงคือการพิจารณาต้นทุนจรวดจากวัสดุและองค์ประกอบพื้นฐาน แทนที่จะยอมรับราคาจรวดสำเร็จรูปว่าเป็นต้นทุนที่เปลี่ยนไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการสร้างจรวดจริงยังรวมถึงวิศวกรรม การทดสอบ บุคลากร และความเสี่ยงด้วย
.
First Principles Thinking ใช้กับธุรกิจได้อย่างไร?
สามารถนำมาใช้ตรวจสอบปัญหาและสมมติฐานก่อนตัดสินใจ เช่น ก่อนเพิ่มงบการตลาด ควรตรวจสอบว่าปัญหาคือจำนวนลูกค้า ยอดขาย กำไรต่อหน่วย หรือโครงสร้างต้นทุนกันแน่ เพื่อให้เลือกแนวทางที่ตรงกับสาเหตุของปัญหามากขึ้น
.
First Principles Thinking ต่างจากการคิดนอกกรอบอย่างไร?
การคิดนอกกรอบเน้นการมองหาทางเลือกหรือแนวทางที่แตกต่างจากความคุ้นเคย ส่วน First Principles Thinking เน้นการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสมมติฐานพื้นฐานก่อนสร้างแนวทางใหม่ ทั้งสองวิธีสามารถนำมาใช้ร่วมกันได้
.
First Principles Thinking มีข้อจำกัดอะไรบ้าง?
การย้อนกลับไปวิเคราะห์ทุกอย่างจากพื้นฐานอาจใช้เวลาและทรัพยากรมาก จึงไม่จำเป็นต้องใช้กับทุกการตัดสินใจ อีกทั้งยังต้องอาศัยข้อมูลที่เชื่อถือได้ และการทดสอบสมมติฐานกับความเป็นจริง วิธีคิดนี้ไม่ได้รับประกันว่าทางเลือกใหม่จะดีกว่าวิธีเดิมเสมอไป
.
.
วิดีโอประกอบบทความ
Elon Musk: “I’ll Show You The Secret To Learning Anything 10X Faster”
